รูป AI เป็นลิขสิทธิ์ของใคร? สรุปประเด็นร้อน “กฎหมายและจริยธรรม” ที่สายอาร์ตต้องรู้ (อัปเดต 2026)

ในวันที่เราสามารถเสกงานศิลปะสวยๆ ได้ในไม่กี่วินาทีผ่านคำสั่ง (Prompt) คำถามที่ตามมาและกลายเป็นมหากาพย์การฟ้องร้องระดับโลกคือ “แล้วใครล่ะคือเจ้าของผลงานชิ้นนี้?” ระหว่าง มนุษย์ผู้สั่งงาน, AI ผู้สร้างภาพ หรือ ศิลปินต้นฉบับที่เป็นฐานข้อมูลฝึกฝน?

วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นข้อกฎหมายและมารยาททางสังคมที่คนทำงานสาย Creative ยุค 2026 ต้องรู้ เพื่อให้ใช้งาน AI ได้อย่างสง่างามและปลอดภัยครับ

1. กฎหมายปัจจุบัน: “ผลงานจาก AI เพียวๆ ไม่มีลิขสิทธิ์”

ในหลายประเทศรวมถึงไทย หลักการสำคัญคือ “กฎหมายคุ้มครองเฉพาะงานที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์” * คำตัดสินของศาล: หากคุณแค่พิมพ์ Prompt แล้ว AI เจนรูปออกมาให้ 100% โดยที่คุณไม่ได้ลงมือแก้ไขหรือสร้างสรรค์ต่อ ผลงานนั้นมักจะถูกถือว่าเป็น “สมบัติสาธารณะ” (Public Domain) คือใครจะเอาไปใช้ก็ได้ คุณฟ้องร้องลิขสิทธิ์ไม่ได้

จุดเปลี่ยน: คุณจะมีลิขสิทธิ์ก็ต่อเมื่อมีการ “ดัดแปลงอย่างมีนัยสำคัญ” เช่น นำรูปจาก AI มาวาดทับ ตัดต่อ หรือจัดองค์ประกอบใหม่จนเกิดเป็นงานชิ้นใหม่ด้วยฝีมือคุณเอง

2. ดราม่า Dataset: การนำผลงานศิลปินมาฝึก AI

นี่คือจุดที่เกิดการประท้วงจากศิลปินทั่วโลก เพราะ AI อย่าง Midjourney หรือ Stable Diffusion ถูกฝึกด้วยภาพนับล้านจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของภาพ

มุมมองศิลปิน: มองว่าเป็นการ “ขโมยทางปัญญา” เพราะ AI เลียนแบบลายเส้นและสไตล์งานไปสร้างผลงานแข่งกับเจ้าของตัวจริง

เทรนด์ปี 2026: เริ่มมีการพัฒนา AI รุ่นที่เรียกว่า “Ethical AI” ซึ่งฝึกจากภาพที่ซื้อลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้อง หรือภาพที่ศิลปินอนุญาตให้ใช้ฝึกเท่านั้น เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องในอนาคต

3. “Style” ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ แต่อาจเป็น “มารยาท”

ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ คุณไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ “สไตล์การวาด” ได้ (เช่น ใครๆ ก็วาดแนว Cubism แบบปิกัสโซ่ได้)

แต่ในยุค AI: การระบุชื่อศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่ใน Prompt เพื่อให้ AI เลียนแบบงานของเขาเป๊ะๆ ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “เสียมารยาทอย่างรุนแรง” ในวงการศิลปะ

ข้อแนะนำ: หากต้องการใช้ AI อย่างมืออาชีพ ควรเลี่ยงการใช้ชื่อศิลปินโดยตรง แต่ให้ใช้คำบรรยายลักษณะงานแทน เช่น “ภาพวาดสีน้ำมันแบบพู่กันหยาบ” หรือ “แนวไซเบอร์พังก์”

4. วิธีป้องกันตัวเองสำหรับคนใช้ AI

หากคุณต้องการใช้ภาพ AI ในเชิงพาณิชย์ (ขายงาน/ประกอบโฆษณา) ควรทำดังนี้:

1. อ่าน Terms of Service: ดูว่าค่าย AI ที่คุณใช้ให้สิทธิ์การค้า (Commercial Rights) หรือไม่

2. เก็บหลักฐานการทำงาน: เก็บ Log การพิมพ์ Prompt หรือภาพร่างที่คุณทำควบคู่ไปด้วย เพื่อยืนยันว่าคุณมีส่วนในการสร้างสรรค์

3. สนับสนุนศิลปินตัวจริง: ในงานสำคัญที่ต้องการเอกลักษณ์และความเป็นมนุษย์ การจ้างศิลปินวาดภาพโดยตรงยังคงเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือและมีมูลค่าสูงที่สุด

💡 สรุปส่งท้าย

AI คือเครื่องมือที่ช่วยให้คนเข้าถึงศิลปะได้ง่ายขึ้น แต่เราต้องไม่ลืมว่า “หลังภาพวาดทุกใบมีหัวใจของคนวาดซ่อนอยู่” การใช้ AI อย่างเข้าใจกฎหมายและเคารพสิทธิของผู้อื่น จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกันในโลกดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนครับ